อันตรายจากแสงสีฟ้า และการป้องกันตัวเองจากแสงสีฟ้า

อันตรายจากแสงสีฟ้า และการป้องกันตัวเองจากแสงสีฟ้า – สำหรับคนไหนที่ใส่แว่น หรือเคยไปตัดแว่นมาแล้ว คงได้ยินคำถามหลังจากวัดค่าสายตาเสร็จว่า จะตัดเลนส์แบบไหน จะใส่เลนส์ตัดแสงสีฟ้าด้วยไหม หลายๆ คนคงต้องโดนตกไปตามๆ กันกับการขายของเหล่าผู้ให้บริการทั้งหลาย ด้วยการบอกถึงข้อเสียต่างๆ ของแสงสีฟ้า รวมไปถึงการที่ไม่ใช่เลนส์แบบตัดแสงสีฟ้านั้นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันว่าจริงๆ แล้วแสงสีฟ้านั้นคืออะไร และมีผลเสียอย่างไรบ้าง

อันตรายจากแสงสีฟ้า และการป้องกันตัวเองจากแสงสีฟ้า

แสงสว่างหรือแสง UV นั้น ช่วยทำให้เรามองเห็นได้ดีขึ้น ซึ่งถ้าปริมาณความสว่างไม่พอ จะส่งผลทำให้เรามองเห็นชัดได้น้อยลง ที่มาของแสงนอกจากดวงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงตามธรรมชาติแล้ว พวกแหล่งกำเนิดแสงต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นก็สามารถให้แสงสว่างได้เหมือนกัน เช่นหลอดไฟ LED หน้าจอมือถือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ จอ TV จอโน๊ตบุ๊ค จอแทบเล็ต แม้สิ่งเหล่านี้มีผลดีให้ความสว่างกับเราได้ แต่รู้ไหมคะว่าในความสว่างนั้นยังมีความอันตรายจาก แสง UV ซ่อนอยู่โดยเฉพาะ ที่เราเรียกว่า “แสงสีฟ้า” 

อันตรายจากแสงสีฟ้า และการป้องกันตัวเองจากแสงสีฟ้า

แสงสีฟ้า คืออะไร อันตรายแค่ไหน?

แสงสีฟ้า คืออะไร อันตรายแค่ไหน? – แสงสีฟ้าคือแสงที่เรามองเห็นอยู่ทุกๆ วัน ถือเป็นหนึ่งในสามของแสงขาวจากแสง UV สามารถมองเห็นได้และมีพลังงานสูง หรืออธิบายได้ดังนี้ว่าแสงทั้งหมดมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง และแสงสีฟ้าหรือน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความยาวคลื่นและพลังงานแตกต่างกัน แสงที่เรามองเห็นได้จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 nm โดยแสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงประมาณ 380-480 nm นั่นเอง

ซึ่งแสงสีฟ้าที่เราพบนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือแสงสีฟ้าที่ดี และ แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ

  • แสงสีฟ้าที่ดีจะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกมาช่วยทำให้เรากระฉับกระเฉง รู้ว่าเวลาไหนควรนอน เวลาไหนควรตื่น หรือแม้แต่บอกว่าเราควรกินตอนไหน ถ่ายตอนไหน เรียกง่ายๆ ว่า “นาฬิกาชีวิต” ที่ทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกตินั่นเอง
  • แสงสีฟ้าที่เป็นโทษจะอยู่ในช่วงคลื่นที่  415-455 nm จะเป็นแสงที่ส่งผลเสียทำให้จอประสาทตาเราค่อยๆ เสื่อมลงได้ หากรับในปริมาณที่มากเกินไป แสงสีฟ้าส่งผลเสียโดยตรงกับดวงตา เพราะเป็นแสงที่เรามองเห็นได้ จึงสามารถทะลุผ่านเลนส์ตาและกระจกตาเข้าไปถึงจอประสาทตาได้ หากได้รับเป็นเวลานานจะส่งผลทำให้มีอาการดังนี้ได้
    – อาการตาล้าเพราะแสงสีฟ้าที่เราจ้องมองอยู่มีความสว่างมากทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนัก 
    – อาการตาแห้ง เพราะอุปกรณ์ที่เราจ้องมองส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กทำให้เราต้องจ้องมองมากกว่าปกติ
    – จอประสาทตาอาจเสื่อมได้ เนื่องจากแสงสีฟ้าสามารถทะลุเข้าไป และทำลายเซลล์รับแสงในจอประสาทตาได้ และอาจเป็นปัจจัยสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นได้นั่นเอง ดังนั้นจึงควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ หากปล่อยไว้นานอาจจะสายเกินไป 
อันตรายจากแสงสีฟ้า และการป้องกันตัวเองจากแสงสีฟ้า

อันตรายจากแสงสีฟ้าที่มีผลต่อดวงตา

อันตรายจากแสงสีฟ้าที่มีผลต่อดวงตา – แสงที่มองเห็นได้และมีพลังงานสูง ไม่อาจถูกบดบังด้วยตัวกรองทางสรีรวิทยา เช่น น้ำตา กระจกตา แก้วตา น้ำหล่อเลี้ยงตา แสงสีฟ้าจึงสามารถเดินทางเข้าถึงจอประสาทตาได้ และไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายเซลล์จอประสาทตา จากการศึกษาบ่งชี้ว่า ความสามารถของดวงตาที่จะจัดการกับอนุมูลอิสระ และกระบวนการ Oxidative Stress ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม

แสงสีฟ้ามีคุณสมบัติในการยับยั้งการหลั่ง เมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยการกระตุ้นการปรับเปลี่ยนระบบนาฬิกาของร่างกาย กล่าวคือ ช่วยในการนอนหลับพักผ่อน  เมื่อเมลาโทนินถูกยับยั้งให้หลั่งน้อยลง จึงทำให้นอนหลับยาก นอนหลับไม่สนิท หรือนอนหลับได้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ

แสงสีฟ้านั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้งหรือในร่ม เราก็ยังเจอแสงสีฟ้าได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงสักแค่ไหน แต่ก็ยังหนีไม่พ้นอยู่ดี เพราะมนุษย์เรานำ LED มาผลิตเป็นแหล่งกำเนิดแสงนั่นเอง ทางที่ดีควรป้องกันให้ถูกวิธีจึงน่าจะดีที่สุด โดยเฉพาะคนที่ต้องจ้องอยู่หน้าจอเป็นเวลานานๆ ซึ่งในปัจจุบันมีเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันแสงสีฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกหลากหลายเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละคน

อันตรายจากแสงสีฟ้า และการป้องกันตัวเองจากแสงสีฟ้า

วิธีการดูแลดวงตาแบบง่ายๆ

  1. ลดความสว่างหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์
  2. พักสายตา ด้วยการเปลี่ยนไปมองวัตถุที่อยู่ไกลออกไปสัก 20 เมตร หรืออะไรที่เป็นสีเขียว ทุก ๆ 20 นาที เป็นเวลา 20 วินาที จะช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าของสายตาได้
  3. ลองกระพริบตา 4-5 ครั้ง เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตามากขึ้น
  4. ปรับขนาดตัวอักษรในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม เพื่อลดการเพ่งของสายตา
  5. ติดฟิล์มลดแสง/กรองแสงที่หน้าจออุปกรณ์ เพื่อให้ดวงตาของคุณได้รับแสงสีฟ้าในปริมาณที่น้อยลง
  6. ปรับระยะห่างระหว่างดวงตากับหน้าจออุปกรณ์ ให้อยู่ประมาณ 18-24 นิ้ว
  7. สวมแว่นกรองแสง เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากแสงสีฟ้า
  8. ไม่ควรใช้งานคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน นานเกิน 2 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่ถ้ามีความจำเป็น อาจใช้วิธีพักสายตาด้วยการหลับตา หรือละสายตาไปมองสิ่งอื่นที่อยู่โดยรอบแทน
  9. ควรใช้งานคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ในพื้นที่ที่มีแสงสว่างโดยรอบที่เหมาะสม และไม่สว่างจ้า จนตัดกับแสงที่เกิดจากหน้าจอเกินไป

บทความที่น่าสนใจกับการเปิดตัวของ Samsung Galaxy Z Fold 2 5G และถ้าคุณอยากกินขนมไทยแต่ไม่มีเวลาไปหาซื้อก็สามารถทำเองได้ที่ ขนมไทยหาทานยาก